คำถามคือ อะไรคือประโยชน์สูงสุดของการจัดโปรแกรม Employee Onboarding 

คำตอบ…

จะมีกี่คนที่ตอบได้สั้นๆแบบประโยคเดียว หรือตอบออกมาเป็นนิยาม โดยมากแล้วจะตอบเป็นนามธรรม มีกี่คำตอบที่ทำให้เป็นรูปธรรมได้ งานHRไม่มีสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการ มีหลักการให้เรียนรู้ให้ปรับใช้ แตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ของแต่ละธุรกิจก็ไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่องค์กรต้องการหรือคาดหวังกลับมีความคล้ายคลึงกัน ชื่อเรียกใช้แตกต่างกันไป เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ยอด KPI ฯลฯ ในท้ายที่สุด สิ่งที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันนี่แหละจะเป็นทั้งโจทย์และคำตอบในตัวเอง

 

ประโยชน์สูงสุด จากการ จัดโปรแกรม Employee Onboarding

ต้องการพนักงานที่รู้จักองค์กรเป็นอย่างดี

ความซับซ้อนขององค์กรมีมากน้อยไม่เท่ากัน การมอบภาพรวมขององค์กรให้พนักงานในช่วงแรกของการทำงาน ขีดจำกัดในการรับรู้ของคนเราก็ไม่เท่ากัน วิธีให้พนักงานเขียนOrganization chartหรือFlow Chartตามความเข้าใจ ก็เป็นการวัดผลสิ่งที่องค์กรพยายามถ่ายทอดให้พนักงานในช่วงแรกได้

ต้องการพนักงานที่รู้จักงานดี ทำงานได้ดี ทำงานมีประสิทธิภาพทำให้เกิดประสิทธิผล
ความชัดเจนขององค์กรในการประกอบธุรกิจขององค์กรมีหรือยัง ถ้าองค์กรให้ความชัดเจนในเรื่องของความต้องการ ความคาดหวังขององค์กรได้ โอกาสสูงมากที่พนักงานจะเปิดพร้อมเรียนรู้ในการที่จะทำงานได้ดี

ต้องการพนักงานที่มีความรักองค์กรอยู่ร่วมงานนานๆ
แสดงให้พนักงานเห็นถึงโอกาสในการก้าวหน้าหรือประโยชน์ของการส่วนหนึ่งในองค์กร ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่ร่วมองค์กร พนักงานรู้จักรายละเอียดงานของตัวเองคร่าวๆบ้างแล้ว แต่มีใครเคยสงสัยไหมว่า พนักงานรู้ไหมว่างานที่ตัวเองทำ ส่งผลต่อองค์กรในเรื่องใดบ้าง

 

ต้องการพนักงานที่ทำงานเป็นทีม

ใครคือทีมของพนักงานและพนักงานคือทีมของใคร หัวหน้างานและHRต้องแน่ใจว่า พนักงานรู้จักทีมและรู้ว่าในทีมพนักงานมีหน้าที่อะไร ผลดีของการเป็นผู้เล่นที่ดี และผลเสียของการเป็นผู้เล่นที่ไม่เข้าใจเกมของตัวเอง

การผ่านการทดลองงานเป็นทั้งหมดของพนักงานหรือขององค์กร

คำตอบที่ดีไม่มีผิด ไม่มีถูก การผ่านการทดลองงานเป็นเกณฑ์หรือเงื่อนไขในแต่ละองค์กร พนักงานที่ไม่ผ่านทดลองงานในองค์กรไม่ใช่คนล้มเหลว องค์กรเองก็ไม่ใช่องค์กรที่ล้มเหลวที่ทำให้พนักงานไม่ผ่านทดลองงาน การสื่อสารในเรื่องนี้สำคัญมากเพราะทั้งพนักงานและองค์กรต้องไปต่อไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม

 

ทั้งหลายเหล่านี้ที่ถามถึงประโยชน์สูงสูด ต้องหาคำตอบก่อนว่า อะไรคือประโยชน์สูงสุด ประโยชน์สูงสุดของใคร

เมื่อไม่มีสูตรสำเร็จของเรื่องนี้ แนวทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ควรเป็นของทั้งองค์กรและพนักงาน อย่าลืมว่าในยุคที่เรากำลังอยู่นี้ ถ้าเราทำให้ใครสักคนเห็นคุณค่าในตัวเองเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำให้เขาเห็นคุณค่าตัวเองเท่านั้น

วันแรกที่พนักงานเดินเข้ามาในองค์กร เหมือนวันแรกที่องค์กรเปิดตัวขึ้น ทุกอย่างใหม่และน่าตื่นตระหนก การให้ความรู้และการรับรู้เป็นทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างค่อยๆผ่านไปด้วยดี การหาวิธีจัดการการให้ความรู้ การจัดการการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดตามความเหมาะสมขององค์กร

สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ สามารถอ่านบทความอื่นได้จากที่นี่ https://www.ezy-hr.com/blog

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่เฟสบุ้คเพจของเรา https://www.facebook.com/ezyhr/

EZY-HR โซลูชั่นที่รวมเอาเครื่องมือสำหรับบริหารงานบุคคลสำหรับธุรกิจยุคใหม่ไว้ที่เดียว

การจัดการกะ ตอนที่ 4

ทายกันถูกไหมครับ กับการจัดการแบบที่สามที่เหลืออยู่ ใช่แล้วครับ แบบสุดท้ายคือ การขอสลับกะกับพนักงานคนอื่นนั่นเอง (ปรบมือ)

35484244_2180191242267563_7103178735607611392_n

การสลับกะสองแบบแรกที่พูดถึง เป็นการขอสลับกับตัวเองทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นการขอเปลี่ยนกะ หรือการขอสลับวันทำงานหรือวันหยุด แต่แบบที่สาม จะเป็นแบบขอสลับกะกับคนอื่น

สุดท้ายแล้ว หากเราไม่สามารถขอเปลี่ยนกะ หรือสลับกะการทำงานได้ เนื่องจากการวางจำนวนคนที่ต้องการในแต่ละกะไว้อย่างตายตัว การขอเปลี่ยนไปทำงานกะอื่น หรือการขอสลับวันหยุด อาจทำให้พนักงานในกะนั้นๆ ไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติงานได้ ทำให้ไม่สามารถขอเปลี่ยนได้ นี่จะเป็นวิธีสุดท้ายที่สามารถทำได้ครับ

ธุรกิจใดบ้างที่มีการขอในเรื่องแบบนี้ โรงงาน โรงแรม โรงพยาบาลอีกเช่นเคยครับ

โรงงานจะมีการกำหนดจำนวนพนักงานที่คุมเครื่องจักรหรือสายพานในกระบวนการผลิตไว้อย่างชัดเจน ซึ่งการลดลงของพนักงานที่เข้าทำงาน อาจส่งผลให้กระบวนการผลิตล่าช้าได้ หรือในกรณีโรงพยาบาลอาจทำให้จำนวนพยาบาลที่ดูแลคนไข้ไม่เพียงพอและดูแลไม่ทั่วถึงได้

การขอเปลี่ยนกะกับคนอื่น จึงเป็นทางออกที่ได้ผลสำหรับพนักงานที่ต้องลาไปทำธุระ ซึ่งจะทำให้ไม่เสียเวลางานเช่นกัน เพียงแต่พนักงานจะต้องไปหาคนที่จะแลกกะด้วยมาให้ได้เท่านั้นเอง จากนั้นก็เขียนใบคำร้องส่งมาที่หัวหน้างานหรือ HR เหมือนเดิมเพื่อขอนุมัติ

วิธีนี้พนักงานอาจต้องรอบคอบนิดหนึ่ง เนื่องจากกะที่มีการเปลี่ยนไป ถ้ายังอีกหลายวันหรือหลายสัปดาห์ สุดท้ายแล้วพนักงานอาจลืมได้ เมื่อใกล้ๆ เวลาอาจต้องคุยกันให้เรียบร้อยอีกครั้ง

ผมเคยเจอกรณีเพื่อนที่ทำงานในโรงพยาบาลจำกะผิด จนเพื่อนต้องโทรมาตามก็มีกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลก็ใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมง ยังดีว่า กะที่ลืมเป็นกะดึกและอยู่ในแผนกที่ไม่ใช่แผนกสำคัญมาก ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อคนไข้โดยตรงครับ

การขอสลับกะ

การสลับกะอีกแบบหนึ่งที่นิยมใช้กัน โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานก็คือ การขอสลับวันทำงานหรือวันหยุด

พนักงานไม่สะดวกมาทำงาน ก็จะเขียนใบคำร้องยื่นกับ HR หรือหัวหน้างาน ขอสลับวันทำงานแทน

เช่น วันเสาร์เป็นวันหยุด วันศุกร์เป็นวันทำงาน ผมมีธุระต้องทำในวันศุกร์ จึงขอสลับเอาวันเสาร์เป็นวันทำงาน และวันศุกร์เป็นวันหยุดแทน

วิธีนี้ ข้อดีก็เช่นเดียวกับ การขอเปลี่ยนกะ คือพนักงานเองก็ไม่เสียโอกาสในการไปทำธุระ และยังได้ทำงานและผลงานเท่าเดิม

บริษัทก็ไม่เสียพนักงานไปกับการลา และปริมาณงานก็ยังได้เท่าเดิมเช่นกัน

แต่อย่างที่เคยเตือนในตอนที่แล้ว ข้อควรระวังก็ยังคงต้องระวังอยู่เช่นเดิม ไม่อนุญาตพร่ำเพรื่อเพื่อไม่ให้พนักงานขอสลับวันทำงานจนติดเป็นนิสัยหรือใช้ไปกับเรื่องไม่สำคัญจริงๆ ครับ

ตอนต่อไป ผมจะคุยเรื่องการสลับวันอีกแบบที่เหลือครับ ลองทายกันเล่นๆ ก่อนก็ได้นะครับ ว่า เหลืออะไร ^ ^

ในสายงาน HR มีงานหลายอย่างที่น่าปวดหัวนะครับ ทั้งยากในการจัดการและควบคุมให้เป็นไปตามทีต้องการ หนึ่งในงานนั้นที่เราปฏิเสธไม่ได้เลย คือการจัดกะหรือกำหนดเวลาทำงานให้กับพนักงานนั่นเอง

ใครว่าการจัดกะเป็นเรื่องง่าย ช่วยบอกด้วยครับ ผมจะไปขอเคล็ดลับสักหน่อย ^ ^ ซึ่งบอกได้เลยว่า ไม่ว่าจะพนักงาน 3 คนหรือ 1000 คน การจัดการก็ยากเหมือนๆ กัน เพียงแต่พนักงานยิ่งเยอะยิ่งซับซ้อนกว่า

ทำไม 3 คนถึงยากล่ะ ถ้าบริษัทคุณมี 2 กะ และพนักงานต้องหยุด 1 คนในทุกๆ วัน และคุณต้องจัดกะให้ลงตัว ให้พนักงานไม่รู้สึกได้เปรียบเสียเปรียบ ยิ่งถ้ามีค่าตอบแทนจากการเข้ากะบางอย่างแล้วล่ะก็ พนักงานจะประท้วงเอาง่ายๆ เลยเชียว

 

จัดการกะการทำงานของพนักงาน

 

กะจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในศาสตร์ของ HR ที่คุณจะต้องจัดให้พนักงานรู้สึกว่า คุณจัดอย่างยุติธรรม ไม่ลำเอียง ซึ่งกะจะมีการจัดอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ การจัดกะแบบกำหนดกะตายตัว กับกะแบบสลับหมุนเวียนกันไป

#กะแบบตายตัว จะง่ายในการจัด เนื่องจากเราแค่ต้องเลือกว่าพนักงานคนนี้จะอยู่กะไหน โดยมีปัจจัยไม่กี่อย่างที่เข้ามาเป็นตัวควบคุม เช่น การเดินทาง ความปลอดภัย เช่น ผู้ชายจะให้อยู่กะดึก เป็นต้น

ส่วน #กะแบบสลับสับเปลี่ยน กันไปจะยากกว่ากันมาก เพราะคุณต้องคำนึงถึงสัดส่วนการเข้างานของพนักงาน ไม่ให้พนักงานรู้สึกว่าได้เปรียบเสียเปรียบกัน ทำไมได้แต่กะเช้า 6 โมง ส่วนอีกคนได้แต่ 10 โมงไม่ก็เที่ยง หรือทำไมได้แต่กะดึก รถก็หายากเดินทางก็ลำบาก ลูกก็เล็ก

ถ้าหัวหน้าแผนกเป็นคนจัดการกะด้วยแล้ว HR ก็จะสบายหน่อย เพราะมีคนปวดหัวแทน แต่ก็ต้องตามงานให้ส่งกะมาให้ตรวจสอบและเอาเข้าระบบด้วย แต่ถ้าต้องมานั่งทำเองทั้งหมด อาจต้องมีปิดห้องติดป้ายห้ามรบกวนเพื่อจัดตารางกะกันมั่งล่ะ (พอๆ กับช่วงทำเงินเดือนนั่นแหละ)

อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาทั้งหมด นี่เป็นเพียงความยากเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ผมจะมาพูดถึงครึ่งนึงที่เหลือให้ฟัง ว่าอะไรคือ 50% ที่เหลือ และเราจะหาทางรับมือกับมันได้อย่างไร ?

 

สนใจระบบโซลูชั่นจัดการพนักงานแบบครบๆ ลองกดดูรายละเอียดได้เลย https://www.ezy-hr.com

Employee Handbook หรือ คู่มือพนักงาน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทต่างๆ ต้องจัดทำขึ้น ซึ่งข้อดีมีมากมาย ทั้งให้พนักงานเข้าใจเกี่ยวกับองค์กร เข้าใจกฎเกณฑ์ ข้อบังคับการทำงาน ข้อควรปฏิบัติและอื่นๆ ที่บริษัทต้องการให้พนักงานรับทราบ

 

ปัจจุบัน Employee Handbook หรือ คู่มือพนักงาน ของแต่ละบริษัทก็มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าทำอย่างไรให้พนักงานได้รับทราบข้อมูลของบริษัทตนเอง
ในปัจจุบันที่เห็นส่วนใหญ่ หลายบริษัทก็มีการจัดพิมพ์เป็นเล่มและส่งมอบให้พนักงาน และเซ็นต์รับทราบรายละเอียด กฎข้อบังคับการทำงานไปพร้อมๆ กันเลย ซึ่งถ้ามาลองคิดดูแล้วการจัดทำคู่มือก็ใช้งบประมาณค้อนข้างสูงเช่นกัน ยกตัวอย่าง พนักงาน 300 คน คนละเล่ม เลือกแบบรูปเล่มที่ไม่แพงมาก 4 สี น่าจะราคาเล่มละ 100 บาท เป็นเงิน 30,000 บาท บวกกับมีพนักงานเข้า-ออกอีก ดูแล้วค่าใช้จ่ายเยอะไม่ใช่น้อย บางบริษัทลงทุนน้อยก็ถ่ายเอกสารเอา หรืออย่างงายก็ปิดประกาศไปเลย ซึ่งทั้งหมดก็มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้พนักงานรับทราบรายละเอียดบริษัท ข้อบังคับการทำงาน บทลงโทษ หรืออื่นๆ แต่พนักงานอ้างว่าไม่ได้อ่าน เมื่อกระทำความผิด เราจะลงโทษเค้าได้อย่างไร

 

Employee Handbook หรือ คู่มือพนักงาน ในยุค 4.0 ยุคที่มีโซเชียล Line, Facebook เราต้องมาทำอย่างนี้กันอยู่อีกหรือ หากต้องการให้พนักงานได้รับทราบกฎระเบียบของบริษัท
จะดีกว่าไหม หากมี Employee Handbook หรือ คู่มือพนักงาน ที่เป็น Applications ให้พนักงานสามารถอ่านที่ไหน เวลาไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกอีกทางหนึ่ง ของการบริหารทรัพยากรบุคคล พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายในการผลิตคู่มือให้สำหรับพนักงานในเวลาเดียวกัน อีกทั้ง ยังสามารถทราบได้อีกว่าพนักงานคนไหนอ่านแล้วบ้าง และยังสามารถให้พนักงานกดตกลงเพื่อรับทราบกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน และบทลงโทษ หรือสิ่งต่างๆ ได้อีกด้วย

 
แค่นี้ก็เป็นเรื่องง่ายๆ อีกทางหนึ่ง ที่จะช่วยลดภาระงานด้านบริหารทัพยากรบุคคล แถมยังสามารถรู้ได้อีกด้วยว่าพนักงานคนใดตอบตกลง รับทราบเงื่อนไขของบริษัทได้แล้วบ้าง แค่นี้ก็ช่วยให้งาน HR เบาลงไปเป็นกองแล้ว

 

 

594524

594525

594526

 

 

 

 

 

 

 

 

 


1526369860851

1526369846250

1526369834470

1526369794502

 

happyonboardingemployee

 ในแต่ละองค์กรนั้น

ความสำเร็จของการทำ Onboarding อาจจะแตกต่างกันไป แต่จะวัดได้แบบมองเห็นและยอมรับได้โดยทั่วไปคือการที่พนักงานผ่านการทดลองงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทุกวันนี้ในหลายองค์กรก็ไม่ได้มีระยะเวลาทดลองงาน แล้วจะวัดกันยังไง พูดให้ง่ายๆคงจะเป็นคุณภาพของงาน ความสุขของพนักงานในการมีตัวตนในองค์กร ในเรื่องของความสำเร็จนี้ก็ไม่สามารถแยกรูปธรรม นามธรรมออกจากกันได้ ฟังดูฟุ้งกระจายเหมือนวิมานในอากาศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวิธีจัดการ มาตามดูกันสิว่าจะจัดยังไงดี
Orientationก็ผ่านไปแล้ว แต่พนักงานได้อะไรจากการปฐมนิเทศนี้หรือเปล่า เขารู้จัก อาคาร สถานที่ ฝ่าย แผนก ใครทำอะไรที่ไหนยังไง อย่างน้อยเขาก็ควรรู้ว่าเมื่อเขาต้องติดต่องานเขาต้องติดต่อใคร อุปกรณ์สำนักงานที่ใช้เป็นมิตรกันหรือยัง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยสำหรับพนักงานใหม่1คนกับการ ผ่านพ้นแต่ละวันในช่วงแห่งการเริ่มงาน หลายคนทะเลาะกับเครื่องถ่ายเอกสารมากกว่าคุยกับเพื่อนร่วมงาน การจัดโปรแกรมที่มีรูปแบบไม่เป็นทางการ ด้วยการสังเกตพูดคุย จะทำให้พนักงานใหม่หัวใจว้าวุ่นน้อยลง(จริงๆ)


Job descriptionใบพรรณนางาน ปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับยุคสมัยหรือไม่ นี่ก็เป็นส่วนสำคัญในงาน ถ้า JD ชัดเจน น่าสนใจ พนักงานใหม่คงเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองได้ไม่อยาก กลับไปย้อนดูกันหน่อยว่า JD สมัยดึกดำบรรพ์มีอะไรต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปล่า อย่าให้พนักงานต้องเอ่ยปากว่า ให้ทำงานไม่ตรงกับ JD พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้รังเกียจที่จะทำงานมากกว่าหรือไม่มีในJD แต่งานในแบบที่พนักงานไม่รู้ว่านี่ต้องทำด้วยเหรอ ทั้งๆที่เป็นงานหลักของเขา แต่ไม่ถูกบรรจุไว้ใน JD ไม่ Happy เพราะมีแต่ความมึน

On the job training ให้เขาได้เรียนรู้การทำงานหลักจากการทำงานจริงหรือยัง หรือมาใหม่ไปเฝ้ากระติกน้ำร้อน ไปถ่ายสำเนาตลอดเวลาเพราะไม่มีใครสอนงาน พนักงานเก่าไม่กล้าสอนเพราะกลัวดูแลสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อไม่มีใครยังไงก็มีเธอ คุณหัวหน้างานต้องรับหน้าที่ไปโดยทันที คนเราเรียนรู้จากการความผิดพลาด คนเราเรียนรู้จากการลงมือทำ ทำแล้วก็ให้เขาบันทึกไว้ว่าเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ถ้าให้ทำอย่างเดียวโดนไม่มีการมารวบรวม ทบทวน สอบทาน พนักงานอาจมีทักษะแต่ไม่ตระหนักรู้ความสามารถ ความสำคัญของตัวเอง การให้เขาได้รับทราบว่าตัวเองทำอะไรได้ และทำได้ดีในระดับไหน เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาความสามารถของตัวเองต่อไป

หลักๆของการจัด Onboarding ก็คงใกล้เคียงกันเกือบๆทุกองค์กร สิ่งที่จะช่วยให้สำเร็จในเชิงของ HRIS ก็คงเป็นการเก็บสถิติ กำหนดการ หัวข้อต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพนักงาน1คน แม้ว่าข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อต่อยอดการทำงานในส่วนอื่นขององค์กรได้ แต่ต้องใช้เวลามากในการจัดการ

ระบบการจัดการข้อมูลที่ดีช่วยได้มาก ช่วยให้ HR ยุคใหม่ประหยัดเวลาในเรื่องของการดูแลข้อมูลการจัดการงานจุกจิกเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่จะทำให้การทำ Onboarding สำเร็จได้ เพราะแทนที่จะใช้เวลาไปกับข้อมูล HR หรือหัวหน้างานจะได้ใช้เวลาในการfocusช่วงชีวิตแรกเข้าของพนักงาน

ไม่ระบบจัดการที่ดีที่สุด สำเร็จรูปที่สด ตายตัวเป็นสูตรสำเร็จของการ Onboarding ได้เท่ากับความเอาใจใส่และปรับใช้ให้เข้ากับพนักงานใหม่แต่แบบ

การจัด Program การวางแผน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เป็นตัวช่วยและสนับสนุนให้การมีอยู่ของพนักงานใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นแต่ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดอายุการทำงานของพนักงานคนนั้น

สิ่งที่ดีสุดของการ Onboarding คือการตรวจสอบความก้าวหน้าในแต่ละช่วงของกระบวนการไปพร้อมๆกับการปรับปรุง การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลที่มีให้เลือกใช้มากมาย สำคัญคือองค์กรต้องไม่หยุดที่จะหาคำตอบเพื่อพัฒนาวิธีสร้างพนักงานใหม่ที่ดี

สวัสดิการมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงานในการทำงาน ทำให้พนักงานมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี และพร้อมทุ่มเททำงานให้กับองค์กร

แต่พนักงานส่วนใหญ่จะลืมไปว่า องค์กรของเรามีสวัสดิการอะไรบ้าง เพราะส่วนใหญ่มักได้รับแจ้งตั้งแต่เริ่มเข้างานครั้งแรกแล้วก็จบไป พอผ่านไปนานๆ เข้า 2 ปี 3 ปี อะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้ ก็ลืม หรือถ้าไม่ลืม ก็ลืมเงื่อนไขว่า เอ๊ะ แล้วจะใช้ยังไง

EZY-HR สามารถตอบโจทย์ได้ในส่วนนี้ เพียงพนักงานคลิ๊กเข้าไปที่ Benefit ก็สามารถตรวจสอบประเภทของสวัสดิการที่มีได้ และยังทราบถึงเงื่อนไขการใช้ เอกสารที่ต้องเตรียม วงเงินที่รองรับ ทำให้คำนวณค่าใช้จ่ายส่วนต่างได้เอง ทั้งสะดวก และรวดเร็วกว่าการไปสอบถามกับทาง HR
เมื่อเรายื่นเรื่องขอเบิกค่าสวัสดิการไปแล้ว ยังสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อีกด้วยว่า ลืมเบิกหรือไม่ หรือว่า เบิกแล้วติดปัญหาอะไรไหม ถูกทำจ่ายแล้วหรือยัง

ทาง HR หรือฝ่ายบัญชี ก็สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วจากเอกสารที่พนักงานแนบมาในคำร้อง และไม่ต้องกลัวเองสารหาย เพราะบ่อยครั้ง เอกสารตัวจริงมักไปติดไปกับกองเอกสารหนาๆ ที่โต๊ะของเรานั่นแหละ

Features

  • Benefits Dashboard หน้าจอแสดงภาพรวมทั้งหมดของระบบจัดการสวัสดิการ ทั้งการจำแนกประเภทของสวัสดิการว่ามีอะไรบ้าง, การจัดการการยื่นเรื่อง และการคำนวณในกรณีพิเศษต่างๆเช่นสวัสดิการที่ขึ้นกับอายุงาน หรือสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ฯลฯ

EZYHR Benefit Management

  • นอกเหนือจากนั้น ยังสามารถนำเอาใบรีเควสท์ทั้งหมด นำมาคำนวณเพื่อนำส่งข้อมูลไประบบ Payroll เพื่อออกในสลิปเงินเดือนของพนักงานได้ง่ายๆ

Benefit and Welfare Management Payroll

 

ถ้าสนใจอยากจะใช้ระบบบริหารงานบุคคลสมัยใหม่ ที่จะทำให้งานบริหารคนของคุณกลายเป็นเรื่อง ง่ายๆ สบายๆ ติดต่อเราเพื่อขอทดลองใช้ได้เลย

หลายๆท่านคงรู้ดีอยู่แล้วว่า การทำงานผ่านระบบคลาวด์ดีอย่างไร

ซึ่งเราๆ ท่านๆ เคยใช้งานกันมาไม่มากก็น้อย เช่น การฝากไฟล์ แชร์ไฟล์ผ่านระบบ Dropbox, google cloud , one drive เป็นต้น ทำให้ประหยัดได้ทั้งต้นทุนและเวลาในการส่งผ่านข้อมูลไปยังส่วนงานต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลร่วมกัน

Cloud HRMS and Payroll EZY-HR

แล้วระบบคลาวด์ ดีอย่างไรกับฝ่ายบุคคลในการจัดการกับสาขา?

ข้อแรก เราสามารถทราบได้ทันทีว่า พนักงานท่านใดมาทำงานบ้าง ใครขาดงานบ้าง หากเป็นธุรกิจบริการ พนักงานบริการหน้าร้านเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องหาคนมาเติมให้เต็ม เพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างราบรื่น
ข้อสอง การลา การขอโอที การขอเอกสารรับรองต่างๆ รวมถึงการเบิกสวัสดิการและอื่น สามารถทำได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ลดระยะเวลาการส่งใบคำขอไปยังสำนักงานใหญ่ ลดการใช้กระดาษ ลดการสูญหายของเอกสาร และอนุมัติและการเบิกจ่ายต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
ข้อสาม การคิดเงินเดือนค่าจ้าง สามารถรวมรวบข้อมูลของแต่ละสาขาได้อย่างรวดเร็ว แบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่ต้องรอเอกสารหรือรายละเอียดที่จำเป็นต้องใช้จากสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไฟล์สแกนเข้าออกงานของพนักงาน ที่บางแห่ง ยังต้องใช้คนไปเก็บข้อมูลจากตัวเครื่องในแต่ละสาขา ทำให้สูญเสียเวลาอันมีค่าไป
ข้อสี่ ความเสถียรของระบบมีค่อนข้างสูง ปัจจุบันระบบอินเตอร์เน็ตเป็นการใช้งานด้วยความเร็วสูง ทำให้วางใจได้ว่า การทำงานแทบจะไร้ปัญหา ไร้อุปสรรค

 

ดังนั้นแล้ว เราลองปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ทันโลกยุค 4.0 โดยการมาลองใช้ระบบคลาวด์ในการทำงานเพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้นกันดูไหมครับ

เจ้าหน้าที่ payroll คือ ผู้ทำหน้าที่ คำนวณวันทำงาน คิดโอที คิดเบี้ยเลี้ยง หักลา หักสาย รวบรวมคำนวณเป็นเงินเดือนให้กับพนักงาน เหตุการณ์ หรือเรื่องเล่านี้มิได้ต้องการตัดพ้อใครเพียงแต่บอกเหตุที่มาให้เข้าใจ เพื่อการทำงานในองค์กรอย่างราบรื่น และมีความสุข

หัวอก payroll คนทำเงินเดือน

พนักงาน: แหม…เรื่องแค่นี้ก็บอกกันไม่ได้แค่ถามว่าคนใหม่เงินเดือนเท่าไหร่
Payroll: อันดับแรก Payroll ที่ดีต้องเก็บความลับค่ะ เพราะถ้าคุณรู้ว่าเงินเดือนคนใหม่มากกว่าคุณทำใจได้หรือเปล่า ไม่โกรธเจ้านายจนเสียงานแน่นะ หรือถ้าคนใหม่เงินเดือนน้อยกว่า และถ้าคนใหม่รู้เข้าทิ้งงานหาย ใครจะช่วยทำงาน คิดให้ดีๆ นาาาาาาา

พนักงาน: หักอีกแล้ว หักลา หักสาย หักอยู่นั่นแหละ
Payroll: Payroll ทุกคนทำตามหน้าที่ ไม่ได้โกรธเกลียดใคร เค้าหักคุณก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอามาเพิ่มให้ตัวเองได้สักหน่อย แต่ถ้าคำนวณผิดนี่ซิ เป็น Payroll ต้องรอบคอบ คีย์ตัวเลขตก 0 ไปแค่ตัวเดียว คีย์ผิดชีวิตเปลี่ยน TT

พนักงาน: บ่นอยู่เรื่อยบ่นอะไรนักหนาส่งช้านิดช้าหน่อยทำเป็นบ่น
Payroll: ให้ส่ง OT ภายในวันที่ 15 ผ่าง…มากองรวมกันวันที่ 15 แล้วมาก่อนเลิกงาน 15 นาที พนักงานมีเป็นร้อย Payroll อยู่ดึกแค่ไหนใครรู้ลูกผัวรออยู่ที่บ้าน ยาวววววววววไป

พนักงาน: ถามนิดถามหน่อยทำไมไม่ยิ้มแย้มกันบ้าง หน้าบึงหน้าตึง
Payroll: – ได้รู้เงินเดือนพนักงาน ตัวเลขของคนอื่นสูงกว่า จิตตกซิครับ แต่ด้วยจรรยาบรรณก็ต้องทำใจ
– ไม่ค่อยมีเวลาไปพัฒนาอบรมอะไรกับเขา วันๆ ยุ่งอยู่กับตัวเลข แล้วจะเติบโตไปทางไหน
– พอตรวจสอบโอทีก็โดนเพื่อนร่วมงานเขม่น ดีไม่ดีเจอพนักงานแค้นแอบไปปล่อยลมยาง….นั่น


ที่เล่ามาคิดว่าทุกคนคงเจอเหตุการณ์นี้มาบ้าง

ถ้ามีคนใดไม่เคยเจอ หรือ Payroll ไม่มีปัญหาก็ช่วยมาเล่ามาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟังบ้างว่าใช้วิธีอะไร ทำไมงานราบรื่นอย่างนี้ ถือว่าช่วยๆ เพื่อนร่วมอาชีพค่ะ

ส่วนแอดมินนั้นขอนำเสนอวิธีการที่ช่วยลดปัญหาการทำงานจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด 20 ปี (โปรดอย่าคำนวณอายุ คำนวณแต่เงินเดือนพอแล้ว ^^)

1. อย่างแรกจงภูมิใจกับงานที่ทำ การที่คุณเก็บรักษาความลับให้องค์กรไม่เกิดความวุ่นวาย องค์กรก็อยากรักษาคุณไว้เช่นกัน

2. ใครบอกว่า Payroll ทำเงินเดือนอย่างเดียว คุณดูแลผลประโยชน์ให้พนักงานด้วยนะ เช่น กองทุนเงินทดแทน เงินสะสม การช่วยลดหย่อนภาษี เป็นต้น ให้เพื่อน HR สายอื่นช่วยทำประชาสัมพันธ์ให้พนักงานในองค์กรทราบบ้าง เพื่อสัมพันธภาพที่ดีๆ ก็จะตามมานะจ้ะ
3. การหาเครื่องมือ หรือ ปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน เช่น

  • การหา โปรแกรมเงินเดือน แบบง่ายๆ มาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน
  • ถ้าองค์กรมีโปรแกรมอยู่แล้ว ลองมองหาโมดูลเล็กๆ ราคาไม่แพงมาเสริม ยกตัวอย่างเช่น OT ออน์ไลน์ทีทำงานแบบ real time นอกจากเร็วแล้วยังลดความผิดพลาดได้อีกด้วย
  • ปรึกษาผู้รู้ IT ที่บริษัทก็ได้ หรือจะปรึกษา EZY-HR ได้นะคะเรารับปรึกษาฟรี
  • การหาโซลูชั่นอื่นมาช่วย เช่น Ms. Excel, Google Sheet เป็นต้น

มีเวลาเหลือบ้างก็อย่าลืมพัฒนาตนเอง จะได้เก่งๆ และเติบโตในหน้าการงานต่อไป

4. ส่วนเรื่องจิตตก ลองหางานอดิเรกทำ หรือกิจกรรมที่คุณชื่นชอบ สุดท้ายนึกถึง ลูก พ่อแม่ หรือครอบครัวเอาไว้ค่ะ เพราะเค้า คือ กำลังใจที่สำคัญของคุณที่จะช่วยให้คุณเดินหน้าต่อไป

EZY-HR เราเข้าใจหัวอก Payroll

การมีธุรกิจเป็นของตัวเองอาจจะเป็นความฝันของคนยุคนี้ แต่ถ้าบริหารงานไม่ดี ฝันดังกล่าวก็อาจจะกลายไปเป็นฝันร้ายก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารงานบุคคลที่นับเป็นจุดตายของเจ้าของธุรกิจหลายๆ คน เป็นตัวชี้ว่าธุรกิจของคุณจะไปรอด หรือร่วง

เราอยากจะแชร์เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณบริหาร “คน” ได้ง่ายๆ ด้วย 5 วิธีดังนี้

ezyhr-payroll-cloud-software

1. การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม

ถ้าหากว่าคุณเป็นเหมือนเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ ที่ใช้ Excel ในการจัดเก็บงานบุคคลอยู่ ขอบอกเลยว่าคุณกำลังทำให้ชีวิตตัวเองยุ่งยากโดยไม่จำเป็น เพราะว่าซอฟต์แวร์ที่ช่วยบริหารงานบุคคลสมัยใหม่นี้ หลายๆ โปรแกรมถูกออกแบบมาให้ง่าย ทันสมัย ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ไอทีมาติดตั้ง ไม่ต้องลงทุนกับเซิฟเวอร์ราคาแพง โดยเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้สามารถมองหา
– โปรแกรมที่ไม่ต้องลงโปรแกรม หรือลงเดต้าเบส และเซิฟเวอร์
ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและดูแลรักษา
– สามารถใช้งานได้ทั้งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ
โดยครอบคลุมการทำงานในระบบบริหารบุคคลอย่างครบถ้วน ตั้งแต่เรื่องการจัดการเวลาเข้างาน ระบบอนุมัติวันลา ไปจนถึงการคำนวณเงินเดือน

– ออกแบบมาให้สามารถใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

หลายต่อหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่ว่าแค่ซื้อโปรแกรมมาติดตั้งแล้วจะจบ คุณยังจะต้องพิจารณาถึงการเริ่มต้นการใช้งาน การซัพพอร์ต การเทรนนิ่ง และความสามารถในการพัฒนาต่อของตัวโปรแกรม ว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการในอนาคตของคุณไปได้หรือไม่

 

เคล็ดลับ – เครื่องมือที่ดีและเหมาะสม จะช่วยทำให้งานยากกลายเป็นงานง่าย งานง่ายกลายเป็นไม่ต้องทำ

 

Consultant Human Resource Outsource

2. การจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริการบริหารงานบุคคลแบบเอาท์ซอร์ส

บางทีคุณอาจจะคิดว่า สำหรับธุรกิจขนาดเล็กแล้ว การจ้างผู้จัดการแผนกบุคคลเพื่อดูแลการบริหารงานบุคคลถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ทำเองดีกว่า แต่ในหลายๆ ครั้งแล้วเรายังจะมีทางเลือกในการจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยดูแลการบริหารงานของธุรกิจของเราแบบที่ไม่จำเป็นจะต้องจ้างเป็นพนักงานประจำ หรือเลือกใช้ผู้ให้บริการเอาท์ซอร์สการบริหารงานบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพราะอย่างไรเสีย เราที่เป็นเจ้าของกิจการก็ไม่อาจสู้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ที่ทราบถึงกฎระเบียบและข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานบุคคล ค่าแรง สวัสดิการต่างๆ ได้ ดังนั้นเอาท์ซอร์สเหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนที่ปรึกษาให้กับเราไปด้วยในตัว ทำให้ลดเวลาในการบริหารงานด้านงานบุคคล และยังเพิ่มเวลาให้คุณสามารถโฟกัสกับเรื่องที่สำคัญกว่าในธุรกิจของคุณได้อย่างเต็มที่

หลายๆ คนคิดว่าบริการดังกล่าวจะแพงมั้ย จะคุ้มหรือ เราบอกได้เลยว่าราคาค่าบริการในเรื่องดังกล่าวในปัจจุบัน ถูกมาก อีกทั้งยังมีความเป็นอิสระ และมีความเป็นมืออาชีพในการดำเนินงานมาก

 

เคล็ดลับ – หลายหัวดีกว่าหัวเดียว โฟกัสกับเรื่องที่เราเก่งและสำคัญกับธุรกิจดีกว่า

 

 

3. การบริหารค่าจ้างและสวัสดิการ

พนักงานในปัจจุบันเลือกสถานที่ทำงานจากปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ระยะทาง จำนวนวันทำงาน ชื่อเสียงของบริษัท รวมถึงค่าจ้าง และสวัสดิการที่บริษัทแต่ละแห่งมี และคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดเห็นจะเป็นค่าจ้างและสวัสดิการ
ค่าจ้างคือเงินที่เราจะได้รับทุกๆ เดือน ซึ่งรวมถึงสวัสดิการอื่นๆ ที่จะได้รับ (แบบเป็นตัวเงิน) เช่น ค่าตำแหน่ง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมันรถ ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชั่น แน่นอนว่า เงินเดือนจะเป็นปัจจัยแรกๆ ที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบว่าเราควรไปที่ใด รวมถึงสวัสดิการเป็นอย่างไร บางแห่งมีชุดทำงานให้ มีสวัสดิการเป็นข้าวกลางวัน ก็นับเป็นปัจจัยดึงดูดที่ดีสำหรับพนักงาน เพราะทำให้พนักงานสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากมาย กระนั้น บริษัทบางที่ก้ไม่ได้สนใจว่าพนักงานจะรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ หากมองในความคุ้มค่าแล้ว ค่าจ้างที่ดึงดูดใจและสวัสดิการที่ดี จะดึงดูดพนักงานที่มีคุณภาพมากกว่า ซึ่งจะทำให้บริษัทได้พนักงานที่มีความสามารถตามต้องการจริงๆ ไม่ใช่สามเดือนผ่านไปก็ยังหาคนที่ถูกใจไม่ได้ แต่ไม่เคยมองย้อนกลับมา เหตุใดเราจึงยังไม่สามารถหาคนที่เราต้องการได้ ทำให้สุดท้าย เมื่อไม่ไหวแล้ว เราก็จำเป็นต้องเลือกคนที่ดีที่สุดของที่มาสมัครซึ่งอาจจะไม่ได้คุณสมบัติที่เหมาะสมเลยกับบริษัทเข้ามาทำงาน อันจะทำให้บริษัทเสียเวลา และค่าใช้จ่าย หากท้ายที่สุดแล้ว พนักงานคนนั้นๆ ไม่สามารถตอบสนองบริษัทได้ในระดับที่เหมาะสม
แน่นอนว่า ย่อมรวมถึงการดูแลพนักงานหลังจากที่รับเข้าทำงานแล้วด้วยว่าเราจะรักษาคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถไว้ได้อย่างไร อย่าทำให้พนักงานไม่มีใจจะอยู่แล้วค่อยให้สิ่งที่พนักงานต้องการ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น ถึงเราจะเพิ่มเงินให้แค่ไหน สวัสดิการดีขึ้นเพียงไร แต่เมื่อใจไม่อยู่เสียแล้ว พนักงานก็พร้อมจะไปจากเราทุกเมื่ออยู่ดี
เคล็ดลับ – ค่าจ้างและสวัสดิการที่ดึงดูดใจ จะทำให้บริษัทได้คนที่มีความสามารถที่ดียิ่งขึ้นมาสมัครงานและร่วมงาน แม้ระยะทางจะไกลแต่ถ้าพนักงานถูกใจก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

 

โปรแกรมเงินเดือน บนมือถือ

4. งานบริหารงานบุคคลที่มีแต่ข้อมูลแต่ไม่อัพเดต จะไม่สามารถใช้งานได้จริง

อีกปัญหาปวดหัวข้อนึงในการบริหารงานบุคคลคือ คือการที่จะทำยังไงให้ข้อมูลบุคคลเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หรือที่เราเรียกกันว่า Real Time Information ซึ่งถ้าคุณใช้ระบบที่ไม่สามารถอัพเดตได้อยู่ตลอดเวลา หรือต้องใช้แรงงานในการอัพเดตข้อมุลแบบแมนวล จะทำให้คุณไม่สามารถบริหารงานบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นข้อมูลการลาหยุดพักร้อนของพนักงาน ถ้าเกิดว่าเรายังใช้ใบลาที่เป็นกระดาษที่พนักงานจะต้องทำการเขียนและนำมายื่นให้กับฝ่ายบุคคล เราแทบจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า พนักงานคนดังกล่าวใช้วันลาหยุดพักร้อนไปเป็นจำนวนเท่าไรแล้ว และใช้เกินกับวันหยุดพักร้อนที่เขาได้รับหรือไม่ นอกจากจะต้องมาคำนวณจากประวัติใบลาในช่วงที่ผ่านมาก่อน ซึ่งทำให้เราต้องเสียเวลามาก อีกทั้งยังอาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดในการอนุมัติวันลาได้

แต่ถ้าเราใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่รองรับการขออนุมัติใบลาพักร้อนได้แบบ eLeave ที่มีความสามารถให้พนักงานสามารถทำการยื่นขออนุมัติวันลาได้ด้วยตัวเอง จากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้แล้ว จะทำให้ตัวพนักงานเองสามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเขายังมีวันหยุดพักร้อนคงเหลือที่สามารถนำไปใช้ได้กี่วัน โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเดินเข้ามาเพื่อถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเลย นั่นทำให้ธุรกิจของเราสามารถเดินหน้าไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องมาเสียเวลากับการจัดการข้อมูลที่เป็นกระดาษ ลดงานเอกสาร ลดการสูญหายของเอกสาร ประหยัดพื้นที่จัดเก็บ อีกทั้งคุณยังสามารถที่จะแยกประเภทของวันหยุดได้หลายแบบ และกำหนดเงื่อนไขในการขอลาหยุดในแต่ละประเภทได้แตกต่างกัน ให้ตอบโจทย์ตามความต้องการเฉพาะด้านของธุรกิจคุณได้
เคล็ดลับ – ธุรกิจปัจจุบันที่แข่งขันกันด้วยความเร็วสูง และความแม่นยำของข้อมูล ดังนั้นข้อมูลที่ช้าและไม่อัพเดตจะทำให้คุณเสียเปรียบและช้ากว่าคนอื่นไปหลายก้าว

 

 

5. อัพเดตความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการบริหารงานบุคคลของคุณอยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถเลือกใช้ระบบซอฟต์แวร์ช่วยเหลือในการบริหารงาน หรือแม้กระทั่งคุณจะจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้บริการเอาท์ซอร์สเพื่อช่วยบริหารงานบุคคลให้กับธุรกิจของคุณ แต่คุณยังควรที่จะเรียนรู้ถึงเทคนิคการบริหารบุคคลที่จำเป็นสำหรับเจ้าของกิจการ เนื่องจากไม่มีใครจะรู้จักธุรกิจของคุณดีไปมากกว่าตัวคุณเอง ในปัจจุบันคุณสามารถที่จะหาความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการบริหารบุคคลสำหรับธุรกิจยุคใหม่ได้ในหลากหลายรูปแบบทั้ง การสัมมนา เว้บไซต์ หนังสือ หรือแม้กระทั่งคอร์สเทรนนิ่ง

เคล็ดลับ – เจ้าของธุรกิจคือผู้ที่รู้และเข้าใจธุรกิจตัวเองที่สุด และควรรู้ในเรื่องของระเบียบที่เกี่ยวข้องพื้นฐานเอาไว้บ้างเพื่อป้องกันพนักงานคดโกงเรา และเพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมายอันจะทำให้กิจการจะต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก

 

เราหวังว่าคุณจะสามารถนำเอาเคล็ดลับเกี่ยวกับบริหารงานบุคคลของเราไปใช้ เพื่อทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้ในยุค HR 4.0 นี้